service

• บริการของเรา •

หมวด | ศัลยกรรม

ศัลยกรรมเสริมจมูก

ศัลยกรรมเสริมจมูก คืออะไร มีกี่วิธี มีอะไรที่ต้องระวัง และปลอดภัยแค่ไหน ?

ศัลยกรรมเสริมจมูก เป็นเทคนิคเสริมความงามยอดนิยม ซึ่งทำได้โดยการผ่าตัดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งก่อนที่เราจะเข้ารับการศัลยกรรมเสริมจมูก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาข้อมูลหลายอย่างประกอบ เพื่อเตรียมตัวให้เหมาะสมสู่การศัลยกรรมบนพื้นฐานของความปลอดภัย

ศัลยกรรมเสริมจมูก แบ่งออกเป็น 2 วิธี

1. การใช้เนื้อเยื่อตัวเอง เนื้อเยื่อตัวเองที่ใช้ในการเสริมจมูก เช่น กระดูกซี่โครง ไขมัน กระดูกอ่อนหลังหู เป็นต้น
2. การใช้วัสดุภายนอก ซึ่งวัสดุภายนอกที่ว่านี้ คือ การใช้ ซิลิโคน ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าการใช้เนื้อเยื่อ เพราะการใช้ซิลิโคนมักได้รูปร่างที่ต้องการมากกว่า ซึ่งการใช้ซิลิโคน ยังแบ่งได้ 2 แบบ คือ ซิลิโคนแบบแท่ง และ ซิลิโคนแบบบล๊อก โดยที่ซิลิโคนที่ถูกนำมาใช้ในการศัลยกรรมจมูกนั้นจะต้องเป็นซิลิโคนเฉพาะที่มีเกรดทางการแพทย์ (Medical grade)

สิ่งสำคัญ ก่อนทำศัลยกรรมเสริมจมูก คือ ?

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง เช่น แพทย์ที่จะทำ สถานที่จะเข้ารับบริการ วิธีการเสริม การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด การดูแลหลังผ่าตัด และควรใช้วิจารณญาณในการแยกแยะระหว่างข้อมูลจริงและข้อมูลโฆษณาชวนเชื่อ

ซิลิโคน ที่ใช้ในการเสริมจมูกมีกี่แบบ ?

ซิลิโคน ที่ใช้ในการเสริมจมูกมีทั้ง แบบนิ่ม และ แบบแข็ง หากคนไข้มีผนังจมูกบางควรใช้ซิลิโคนแบบนิ่ม เพราะถ้าใช้แบบแข็งอาจทำให้เกิดการทะลุ และถ้าหากคนไข้มีผนังจมูกที่หนาควรใช้ซิลิโคนแบบแข็ง เพราะถ้าใช้แบบนิ่มจะทำให้มองไม่ออกว่ามีการเสริมจมูกหรือมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของรูปจมูก

อันตรายที่สุดของการศัลยกรรมเสริมจมูก คือ ?

สิ่งที่อันตรายที่สุด ของการ ศัลยกรรมเสริมจมูก คือ การเสริมจมูกแบบฉีด เป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์และผิดกฏหมาย เมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถรักษาหรือเอาออกได้ เนื่องจากมีการแทรกซึมและกระจายอยู่ทั่ว โดยผลข้างเคียงของการเสริมจมูกแบบฉีดที่พบบ่อย คือ อาการบวมแดงที่เกิดจากการอักเสบ และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

รูปแบบการเสริมจมูก

เสริมจมูกแบบเปิด
(Open Technique)

วิธีนี้เป็นการเปิดแผลที่บริเวณฐานจมูกของคนไข้ จะใช้วิธีกรีดผ่าจมูกในแนวดิ่ง แล้วทำการแยกเนื้อ และผิวหนังออกจากโครงสร้างจมูก วิธีนี้จะทำให้คุณหมอเห็นปัญหาของรูปทรงจมูกคนไข้ได้ง่ายขึ้น จึงช่วยปรับแก้ไขทรงจมูกได้ตรงจุดและมีความครบถ้วนสมบูรณ์

ข้อดีของการทำจมูกแบบเปิด

• โอกาสที่จมูกจะเบี้ยวมีน้อย
• สามารถตกแต่งให้สวยเนียนได้เป็นธรรมชาติ
• ป้องกันไม่ให้ผิวหนังทะลุในอนาคต

ข้อเสียของการทำจมูกแบบเปิด

• ต้องใช้ยาสลบในการผ่าตัด
• ใช้เวลานานและอาจเกิดอาการบวมช้ำได้นานกว่าการเสริมจมูกแบบปิด
• ราคาค่อนข้างสูง

เสริมจมูกแบบปิด
(Closed Technique)

วิธีนี้เป็นการศัลยกรรมเสริมจมูกแบบทั่วไป แผลจะอยู่ด้านในรูจมูก แพทย์จะใส่ซิลิโคนตั้งแต่สันจมูกไปจนถึงปลายจมูก วิธีนี้เป็นที่นิยมกันมาก เนื่องจากแผลเล็กและไม่บวมมาก

ข้อดีของการทำจมูกแบบปิด

ใช้เวลาไม่นาน
การดูแลตัวเองภายหลังการเสริมจมูก ไม่ยุ่งยาก
• ค่ารักษาไม่แพง

ข้อเสียของการทำจมูกแบบปิด

• มีโอกาสที่จมูกจะเบี้ยวมากกว่าการเสริมจมูกแบบเปิด
• การตกแต่งอาจทำไม่ได้เรียบเนียนสวย หรือจมูกไม่โด่งเท่าแบบเปิด

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมจมูก

เมื่อเราตัดสินใจที่จะ ศัลยกรรมเสริมจมูก แล้ว ทีมแพทย์จะต้องวางแผนพูดคุยถึงแนวทางในการผ่าตัด โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ สภาพจิตใจ ซึ่งปัจจัยที่ศัลยแพทย์นำมากำหนดในการทำการศัลยกรรมเสริมจมูก

ประวัติการรักษาทางการแพทย์

สิ่งสำคัญที่สุดที่แพทย์มักถามผู้เข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมจมูกเป็นอย่างแรก

การตรวจสุขภาพ

ก่อนที่แพทย์จะตัดสินใจทำการผ่าตัดให้ แพทย์จะทำการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด

การถ่ายภาพ

ในการวางแผนการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมจมูก จะต้องมีการถ่ายภาพจมูกของผู้เข้ารับการผ่าตัดจากมุมต่าง ๆ เพื่อใช้ในการวางแนวทางและลักษณะของจมูกที่ทำ รวมถึงจะได้เห็นถึงความต่างก่อนและหลังทำ

ความคาดหวังของการเสริมจมูก

แพทย์จะต้องพูดคุยกับผู้ที่เสริมจมูกถึงสิ่งที่ต้องการ และจะได้รู้ว่าทำได้ตามที่ต้องการมากน้อยเพียงใด เพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน และไม่เกิดข้อผิดพลาดของการศัลยกรรมเสริมจมูกในภายหลัง

การดูแลหลังผ่าตัดเสริมจมูก

1. ประคบเย็น 4-5 วันหลังผ่าตัด เพื่อให้เลือดหยุดไหล หากไม่ประคบเย็นจะทำให้เกิดเลือดออกและมีพังผืดเกิดขึ้น ส่งผลให้จมูกเบี้ยวได้

2. ดูแลแผลในโพรงจมูกด้วยไม้พันสำลีเช็ดน้ำเกลือ อย่าใช้แอลกอฮอล์ เบตาดีน หรือยาฆ่าเชื้อโรคที่แสบรุนแรง

3. หลีกเลี่ยงการไปในที่ที่มีฝุ่นละอองมากประมาณ 1 สัปดาห์ ป้องกันการไอหรือจาม

4. พบแพทย์ตามนัดเพื่อตัดไหม

5. สามารถนอนตะแคงได้ ไม่ทำให้ซิลิโคนเคลื่อนที่ เพราะโดยปกติแล้วแพทย์จะทำการติดเทปเอาไว้เพื่อป้องกันการเคลื่อนที่อยู่แล้ว แต่ให้หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ

6. หลีกเลี่ยงอาหารที่ตนเองแพ้ และอาหารที่ทำให้หน้าบวมแดง เช่น อาหารที่ร้อนจัด อาหารที่มีรสเผ็ด อาหารรสเค็ม แอลกอฮอล์ บุหรี่ เป็นต้น

วีธีการช่วยการลดการบวม

ลดอาการอักเสบบวมด้วย LED Light Therapy

การลดอาการบวมด้วยแสง LED ถือว่าเป็นนวัตรกรรมใหม่ทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยดูแลฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพให้กลับมามีกระบวนการทำงานที่เป็นปกติ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว  บริเวณที่มีอาการอักเสบจะเกิดการซ่อมแซมได้ในเวลาอันสั้น ลดอาการบวม อาการบาดเจ็บ

ลดอาการอักเสบบวมด้วย การประคบ

การประคบเพื่อลดอาการบวม ถือเป็นวิธีการลดบวมที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน ซึ่งภายหลังการเสริมจมูก เราควรประคบเย็นติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง 3 วัน และหลังจากนั้นก็ประคบอุ่นได้เลยจนกว่าจะหายบวม ซึ่งจะได้ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น

ลดอาการอักเสบบวมด้วย อาหาร

นอกจากการลดการบวมจากภายนอกแล้วเราก็ต้องช่วยเติมเต็มสารอาหารให้กับร่างกายเพื่อที่จะได้ให้แผลและอาการบวมภายหลังการเสริมจมูกหายเร็วขึ้น ซึ่งอาหารที่ช่วงยลดการบวมที่เด่น ๆ มีดังนี้

ฟักทอง อุดมไปด้วยวิตามิน A ช่วยลดการติดเชื้อหลังผ่าตัด ขจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมโดยการขับออกทางของเสียของร่างกาย ช่วยลดอาการบวม

ใบบัวบก ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ และยังแก้ฟกช้ำได้ดีอีกด้วย

สาหร่าย อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการมากมาย มีใยอาหาร และธาตุเหล็ก ช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่น ลดอาการบวมช้ำ

น้ำมะพร้าว ช่วยบำรุงร่างกาย ดีต่อผิวพรรณ ช่วยล้างพิษ ขับของเสียออกจากร่างกาย ลดอาการบวม แนะนำให้สาวๆ ที่ทำจมูกมาทานน้ำมะพร้าวสดๆ เลยค่ะ ช่วยลดบวมช้ำได้ดีจริง ๆ

ถั่วดำ ช่วยบำรุงโลหิต ขจัดสารพิษในร่างกาย ลดอาการบวม ลดการติดเชื้อ ลดการอักเสบ

     จริง ๆ แล้ว การ ศัลยกรรมเสริมจมูก นั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนกังวลกันไป  หากแต่การ ศัลยกรรมเสริมจมูก นั้น หากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีและมีความปลอดภัย อย่าคิดเพียงแค่เรื่องราคาที่ถูกแต่ให้ดูในองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย เพื่อที่จะได้จมูกที่สวยถูกใจและไม่มานั้งเสียใจในภายหลัง

Q&A คำถามที่พบบ่อย

Q

ข้อควรระวังของศัลยกรรมเสริมจมูก ?

A

1. หลังผ่าตัดภายในเวลา 1 เดือน ห้ามให้เกิดการกระแทกที่บริเวณจมูกเด็ดขาด เช่น หลีกเลี่ยงการชน หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาที่มีการกระแทก เช่น บอล บาสเก็ตบอล หลังจาก 1 เดือนจมูกจะเข้าที่แล้วสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

2. ห้ามแคะ แกะ เกา หรือขยี้บริเวณจมูก เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อ

Q

อาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

A

จมูกเบี้ยว เนื่องจากการเสริมแท่งซิลิโคนในขนาดที่ใหญ่เกินไป หรือ เกิดจากการบกพร่องของการติดเทปในช่วงสัปดาห์แรก ทำให้ซิลิโคนลอยและมีโอกาสบิดซ้ายขวาสูงขึ้น ทำให้เกิดอาการบวมมาก วิธีการแก้ไข คือ ผ่าตัดใหม่ โดยแพทย์จะเอาแท่งซิลิโคนเก่าออกแล้วให้คนไข้พักจมูกสัก 2-3 เดือน เพื่อทำการเสริมซิลิโคนแท่งใหม่เข้าไป

ซิลิโคนทะลุ มีสาเหตุมาจากการเสริมแท่งซิลิโคนที่ขนาดใหญ่เกินไปหรือซิลิโคนอยู่ในช่องที่ไม่มั่นคง ทำให้เลื่อนไปมาและเกิดการทะลุได้ วิธีการรักษาคือผ่าตัดใหม่โดยให้คนไข้พัก 2-3 เดือน ซึ่งแพทย์จะทำการรักษาตั้งแต่ในขั้นของซิลิโคนเกือบทะลุ คือเมื่อเริ่มมีตุ่มน้ำเกิดขึ้น หรือผนังเริ่มบางใสจนมองเห็นแท่งซิลิโคน

LOGO_CHARMER-CLINIC[4]

ชาเมอร์

คลินิก

Charmer Clinic

mascot[1]

เปิดบริการทุกวัน

ตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.00 น.

สาขารัชดา

สาขาอุดมสุข (บางนา)

สาขาเพชรเกษม 81

สาขารังสิต

Copyright © 2019 Charmer Clinic. All Rights Reserved.

Designed by iizziistudio.com